“ถ้าผมเป็นเจ้าของเฟอร์รารี่ ผมคงไม่สามรถติดเงินชาวบ้าน
และเดินออกไปกินเบียร์ชิวๆ ก่อนที่จะเลือกวันหยุดให้กับตัวเอง
คุณคิดดูผมรวยและเครดิตดีกว่าเขาแค่ไหน…”
คนเฝ้าล๊อบบี้โรงแรมที่อิตาลี
ไม่บ่อยนักที่ผมจะพบชาวตาน้ำข้าว ที่เข้าใจคำว่าร่ำรวยอย่างแท้จริง
ท่ามกลางฟองคลื่นของกระแสสังคม ที่ล่องลอยฟุ้งหลอกสายตา
พาเราว่ายดิ่งมุ่งหาแสงสว่างไปอย่างผิดทิศทาง…
มันเป็นช่วงคาบเกี่ยวของเส้นแหวงทางอารมณ์ ซึ่งตัดกับความสัมพันธ์ของ
ผมกับเพื่อนแบบผิดที่ผิดเวลา ทำให้ผมต้องมานั่งอยู่ตรงล๊อบบี้ตอนตี3กว่า
และบังเอิญเหลือเกินว่า การออกมานั่งสงบจิตใจข้างนอกห้องนั้น
ทำให้ได้สูดอากาศของความเงียบงัน กับความสงบอย่างเต็มปอด
อีกทั้งยังได้สนทนากับเพื่อนต่างวัย …ที่จู่ๆผมก็คิดถึงขึ้นมา
*(หมายเหตุ) ย่อหน้าต่อไป มีการพูดถึงบุคคลที่มีตัวตนจริงๆในสังคม กรณาใช้วิจรณญานในการอ่าน
ผู้ชายผมสีดอกเลาสูงวัย ใส่สูทสีนกเพนกวินท่าทางดูสบายๆ ยิ้มให้กับผม
ใบหน้าใต้หนวดของเขาก็ดูจะไม่ต่างกัน…เรากล่าวทักทายสั้นๆ
ก่อนที่ผมจะนั่งลงเขียนบทบันทึกของการเดินทาง
กาแฟไหม? ชายชราถาม
ไม่เป็นไรครับ…
ชาล่ะ?
ไม่เป็นไรครับ…
แน่ใจนะว่าไม่ต้องการอะไร..
ไม่ครับไม่…
โค๊ก?… น้ำเปล่า?
เอองั้นผมเอา..ชาก็ได้
อันที่จริงผมต้องการตัดบทสนทนาให้จบลงแค่นั้น แต่แล้วก็ยังอุตสาห์มีต่อ
ชาอะไร…อังกฤษ?
ครับ ขอบคุณ…
ด้วยความที่เป็นคนไทยผมเลยเกรงใจในทุกๆอย่าง ไม่เว้นแม้แต่บริกร
เขาบรรจงเสิรฟ์ถ้วยชาร้อน ลงบนโต๊ะกระจกเล็ก
ที่มีเนื้อที่พอจะวางถ้วยชาได้สามถ้วย แบบที่ไม่อึดอัดเกินไปนัก
คุณเป็นนักเขียนหรือ
เปล่าครับไม่ใช่..คือผมแค่ชอบเขียนน่ะครับ แต่ยังไม่เคยคิดหาเงินจริงๆจังจากอาชีพนี้..
จะเป็นไรไหมถ้าผมจะสูบบุหรี่ …เขาคาบบุหรี่สายตาหรี่ลง
ก่อนที่จะค่อยๆสูดม่านหมอกศีลธรรมเข้าปอด…
ก่อนที่จะปล่อยบรรยากาศอันหนักอึ้ง เป็นช่องว่างระหว่างเรา
ไหนลองเล่าให้พี่ฟังหน่อยซิ ว่าไปเที่ยวที่ไหนมาแล้วประทับใจบ้าง
และอะไรยังไง เล่าเลยเนี่ยเอาให้จบภายในห้านาที
ผู้หญิงผมสั้นหน้าตาดีอายุสามสิบโดยประมาณรุกไล่คำถามใส่หน้าผม
ในสำนักงานย่านทาวน์อินทาวน์ (นี่เป็นการมาสัมภาษณ์งานเขียนบทรายการทีวี)
ไม่ทันที่ผมจะแยกริมฝีปากออกจากกัน เธอก็บอกว่าสมมุติว่าพี่
เป็นคนที่มีเวลาฟังน้องแค่ห้านาทีเนี่ย น้องจะเล่ายังไง…
เอ่อ…อืม สมองผมชะงักเมื่อเจออะไรแบบนี้ แม้ว่าจะเตรียมตัวมาแล้ว
แต่ก็ไม่คิดว่าจะจะเป็นถึงขนาดนี้
ทั้งๆที่ไปเที่ยวมาหลายสถานที่ แต่ต้องเจออะไรที่กดดันแบบนี้
ผมกลับเล่าอะไรไม่ออก แต่ถึงลิ้นของผมจะกระดกคำพูดออก
ผมก็คงไม่อยากเล่าอยู่ดี…
บ้านเมืองของคุณเป็นยังไงบ้างตอนนี้ ทำไมถึงมีคนเอาดอกไม้ไปให้ทหาร
(ระหว่างที่ผมอยู่เกิดการรัฐประหาร และมีข่าวอดีตนายกของเราแพ่รไปทั่วโลก)
อืม..ผมไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไงดี เอาเป็นว่ามันค่อนข้างซับซ้อน และมันไม่ได้เป็นเหมื่อนที่สื่อเมืองนอกนำเสนอ
ผมพยายามอธิบายด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นผมเข้าใจ…การเมืองเหมือนกันทั่วโลกนั่นแหละ
มันคือละครปัญญาอ่อน ที่ทำขึ้นมาเพื่อหลอกประชาชนอย่างเราๆ
มีแต่พวกปัญญาอ่อนแม่งแย่งกันเป็นพระเอก ทั้งที่จริงแม่งก็ผู้ร้ายปลอมมาทั้งนั้น
อำนาจทำให้เรามีสิทธิสามรถปฎิบัติต่อคนอื่น ได้อย่างไม่เทียมอย่างงั้นหรือ
…ผมใช้เสียงเงียบตอบ
เงินทองทำให้เราเป็นคนมากกว่าเขางั้นเหรอ…
…
ควยเหอะ เขาสบถ
…ฮ่าๆๆ
คือฟังจากที่น้องเล่ามาก็โอเคนะ เรื่องที่ไม่เคยมีประสพการณ์การเขียนบทมาก่อนนี่
ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกพี่ช่วยฝึกให้…หลังจากที่พูดจาอวดโก้ ถึงความรู้และแสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง
ระหว่างลูกจ้างกับผู้ว่าจ้าง พูดตรงๆการแสดงออกแบบนี้
ทำให้ผมไม่รู้สึกปลื้มวัฒนธรรมองค์กรนี้ซักเท่าไหร่นัก…
แม้ว่าจะเป็นงานที่อยากจะทำ ยิ่งในภาวะที่งานหายากเช่นนี้แล้ว
ทำให้เกิดอาการสองจิตสองใจมากๆ…
เอ้ามีอะไรจะถามพี่ไหม ถามพี่ได้หนึ่งคำถามอะไรก็ได้
อดีตดาราดังที่ผันตัวมาจับงานนิตยสาร และเปลี่ยนไลฟ์ไสตล์ตัวเองไปเรื่อยๆ
ที่มีชื่อเล่นขึ้นต้นว่า อ มีสระอุแล้วก็ไม้โท มอม้าตาม ถามผม
ทำไมพี่ตัดผมสั้นฮะ….
….คือพี่ร้อนน่ะคะและอยากมีสมองมั่ง
แสดงว่าที่ผ่านมา… ก็
ผมหยุดทุกอย่างไว้แต่เพียงเท่านั้น
มันคงจะดีนะ…ถ้าทุกคนเลิกตัวใหญ่เบ่งใส่กัน
ทุกคนเท่าเทียมกันแล้วมันเกี่ยวกับบทความข้างต้นอย่างไรกัน
ก็คงไม่พ้นการปฎิบัติต่อกัน การกระจายรายได้ทางอารมณ์
ความตกผลึกทางความจริงว่า ความรวย กับความสุขสุดท้ายแล้ว
มนุษย์เองก็เป็นตัวกำหนดของแต่ละคนขึ้นมา…
เราจะพอใจ หรือจะอะไรก็อยู่ที่เราอยู่ดี
หรือคุณคิดว่าไง…