ภาพของชายหนุ่มผิวดำฟันขาววิ่งไล่ตามหญิงสาวที่แต่งกาย
ในชุดประจำชาติอันสุดแสนจะลุ่มล่ามอยู่บนยอดเขา
เป็นภาพที่แสนจะคุ้นตา
แต่คำพูดไม่คุ้นหูที่ไถ่ถามถึงประเทศไทย
ทำให้ผมต้องหยุดจ้องความเคลื่อนไหวบนจอโทรทัศน์
“ที่ประเทศของคุณยังมีระบบ Dowry อยู่ใช่ไหม” (Dowry = เงินทองหรือทรัพย์สินที่ฝ่ายหญิงใช้เพื่อเอาไปขอผู้ชายแต่งงาน)
ใช่ผมรับคำ แต่ Dowry ของประเทศผมผู้ชายเป็นฝ่ายมอบให้แก่ฝ่ายหญิงนะ
………………………………………
ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินจากเพื่อนอินเดียมาว่า
การใช้ทรัพย์สินขอผู้ชายของผู้หญิงอินเดีย (Dowry) นั้น
ตอนนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย รัฐบาลจะเอาผิดกับผู้ชายที่เรียกรับเงินสินสอด
ในรอบขวบปีที่ผ่านมา ผมได้รับการ์ดแต่งงานอย่างน้อยก็สิบใบ
หลังจากเอ่ยแสดงความยินดี ตามธรรมเนียมนิยม
ผมก็อดไม่ได้ที่ถามต่อว่า แล้วคุณสองคนพบกันได้อย่างไร
แม้จะไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เกือบ ที่ผมได้ยินคำตอบว่า
“It’s an arranged marriage”
แม้จะไม่เคยแต่งงาน แต่ผมก็เชื่อว่า การแต่งงาน
โดยการจับคู่จากพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายนั้น
จะดูจากสถานะทางสังคม และ สถานภาพทางการเงิน
ของอีกฝ่ายเป็นหลัก
คนใกล้ตัวผมเคยบอกไว้ว่า การจีบและพูดคุยหยอกล้อ
ระหว่างชายหญิง เป็นเรื่องต้องห้ามทางวัฒนธรรม ส่วนการแต่งงานนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะจัดหาให้
แม้คำของคนๆเดียวจะไม่สามารถเหมารวมพฤติกรรม
ของคนทั้งประเทศได้ แต่เท่าที่ได้สัมผัส
น่าแปลกผมเลือกที่จะเชื่อมากกว่าไม่เชื่อ
การเรียกร้อง Dowry ของฝ่ายชายยังมีอยู่
แม้ว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายมาห้าม
แต่กฎหมาย หรือ ความเชื่อทางวัฒนธรรม
อย่างไหนจะมีความแข็งแรงทางสังคมมากกว่ากัน
บางทีผู้ชายอินเดียอาจจะอยากถามกลับไป
ถึงคนที่ตั้งกฎหมายดังๆว่า
“แล้วตัวคุณเองหละ ตอนแต่งงานได้ Dowry มากี่ล้าน?”
ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ถ้าไม่ไปถามคนที่แต่งงานแล้ว
หรือ กำลังจะแต่ง ต่อหน้าตำรวจ
ว่าคุณได้ Dowry เท่าไหร่
และสำหรับผู้หญิงที่ต้องการแต่งงาน เพียงแค่มีทรัพย์สินขึ้นต่ำ
สองสามแสน ก็พอที่จะไปสู่ขอ ดาวน์สามี ขนาดบุคคลชนชั้นกลาง ออกมาจากโชว์รูมแถวศูนย์วัฒนธรรมได้
(แต่พ่อแม่ฝ่ายชายจะรับข้อเสนอดาวน์ต่ำ
ผ่อนนานหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง)
ครั้งหนึ่งในวงสนทนา เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง
กล่าวกับผมด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “I’m 1 crore man” ค่าตัวหรือมูลค่าทางสังคมของผู้รับเหมาที่ขาดความรับผิดชอบ
มีมูลค่าสูงถึง 10 ล้าน ในขณะที่เงินเดือนของ นศ. จบใหม่
เริ่มต้นเพียง 4000
คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายทุกคนพร้อมจะถูกตั้งค่าหัว
ในเมื่อความเชื่อที่ว่า คนที่ไม่มี Dowry สิแปลก
คนอื่นเค้าจะมองว่าผมผิดปกติ
ผมมีอะไรบกพร่องหรือปล่าว ยังคงอยู่
เท่าที่นึกได้ การนอนกับคนแปลกหน้าอาจจะมีข้อดีอยู่บ้าง
แต่ การแต่งงานกับคนแปลกหน้าแทบจะไม่มีข้อดีใดๆเลย
เพราะในที่สุดแล้วการแต่งงานมันก็จะไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป
อย่าเสียเวลาหาคำตอบเลยว่า
การแต่งงานของคนสองคนที่ผ่านกระบวนการจัดตั้ง
และคัดสรรโดยผู้ปกครอง นั้นจะมีข้อดีอันใด
มันไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว
ถ้ามี
มันคงจะมีความหมายไม่มากไปกว่าการเสียว
จนถึงจุดสุดยอดทางสังคม
( Social Orgasm ) ของพ่อแม่ ทั้งสองฝ่าย
…………………………………………………….
ภาพบนหน้าจอมืดดับลง
ละครบนจอโทรทัศน์จบลงแล้ว
แต่สำหรับชีวิตจริง
ผมก็แค่หวังว่า
ผู้หญิงคนนั้นคงจะไม่สะดุดสาหรี่ลื่นตกเขา ไปก่อนวัยอันควร
ก็เท่านั้นเอง
เออ พึ่งรู้ว่าเค้ามีกฎหมายห้าม dowry นะเนี่ย แต่อย่างว่า ประเพณีที่มีกันมานมนานคงไม่ได้ลบล้างกันได้ง่ายๆ เพราะแค่คำว่า “กฏหมาย” คำเดียวหว่ะ
โหยๆๆๆ แบบนี้ต้องเก็บเงินเท่าไหร่วะตู
รีบแต่งตอนที่ยังเป็นพนักงานตัวเล็กๆรับเงินเดือนน้อยๆดีกว่านะนี่ หากรอท่าไปอีกสักระยะ คงต้องเก็บเงินกันหัวบาน
คิดแล้วกลุ้ม 555
ตอบคุณพัด
ที่เค้ามีกฎหมายห้าม dowry สืบเนื่องจาก 2 สาเหตุหลักๆ
สิบตำรวจโกปินัท ซิงค์ ได้รับแจ้งเข้ามาว่ามีการปฎิเสธการแต่งงานจากฝ่ายผู้ชายเพียงเพราะว่าฝ่ายหญิงเอาเงินมาเป็น dowry น้อยเกินไป (ซึ่งจริงๆแล้ว ก็ไม่รู้ว่า dowry มันน้อยไปจริงๆ หรือว่าฝ่ายชาย ไม่รู้จักพอ )
และถ้าลองมาคิดดูเล่นๆการมี dowry ที่ฝ่ายหญิงจะต้องให้ฝ่ายชาย ก็เปรียบเสมือนสังคมที่ยึดถือผู้ชายใหญ่เป็นหลัก
ซึ่งในช่วงหลายปีก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายยกเลิก dowry นั้นสืบตำรวจ โกปินัท คนเดิม ก็ได้รับรายงานมาอีกว่ามีการฆ่าทารกเพศหญิงโดยพ่อแม่แท้ๆอย่างมากโดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นล่าง
ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คุณวิว
ผู้ชายที่คุณตะ dowry นั้น
ผมได้ยินมาว่า ถูกประเมินมา
มีมูลค่าราวๆ ทีวี21นิ้วจอธรรมดา
ตกไม่เกินสี่หมื่นบาท
ไม่ต้องกังวลครับ
โอ้ๆๆๆ ถ้าแค่21นิ้วจอธรรมดา
ก้อพอไหวคะ
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงสิบตำรวจโกปินัท ซิงค์
คงงานเข้าอะคะ
เรียนคุณโย
อยู่ๆผมก็คิดถึงเรื่องสามล้อถูกหวยขึ้นมา
คุณรู้ไหมคับ ว่าทำไมสามล้อถึงชอบซื้อหวย
ก็เพื่อหวังรวย หวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นใช่ไหมคับ
แต่ก็มีสามล้อบางคนนะคับ ที่พอจะเข้าใจกฏความน่าจะเป็น
สามล้อคนนั้นเค้าไม่ซื้อหวย เพื่อหวังรวยคับ
ถ้าอยากรวย
เค้าเลือกที่จะลงจากสามล้อไปขายแรงงาน เป็นกรรมกรในต่างประเทศครับ
(ส่วนเค้าจะขายสามล้อคันโปรดไปเป็นค่าเครื่องบินหรือไม่นั้น ผมไม่แน่ใจครับ)
สุดท้ายแล้วไม่ว่าสามล้อที่ซื้อหวย (อย่างคนแรก) หรือไม่ซื้อหวย (อย่างคนหลัง)
เป้าหมายเค้าก็ไม่ต่างกันคับ
บางทีทีวีพลาสม่าหน้าจอ 42 นิ้ว
อาจจะเป็นคำตอบให้คุณได้หลังจากที่เอาล็อตตารี่ไปขึ้นเงินครับ
สวัสดีครับ คุณจิ้งจกเปลี่ยว
หลังจากที่อ่านคอมเม๊นท์ของคุณ
ผมกลับนึกย้อนไปถึง ทฤษฎีของ
Maslow’s hierachy of need
ว่าด้วยความต้องการของมนุษย์
ที่อยากถูกสนอง เป็นลำดับขั้น
เห็นคุณพูดถึงหวยขึ้นมา
ทำให้ผมคิดว่าคนที่อยากรวยนี่
(ช่วงesteem หรือต้องการเป็นที่ยอมรับ)
มันเป็นเฉพาะคนชั้นแรงงานจริงหรือ
และไอ้พวกที่ี่ต้องการความมั่งคั่ง แบบฉาบฉวย
นี่คุณรวมพวกลูกจ้าง ที่พยายยามทำงานขุดทอง
ต่อ้างว่าใช้มันสมองหรือเปล่า
บางทีสายตา ที่มองผ่านช่องแคบของร่มผ้าส่าหรี
อาจจะบังเอิญ เห็นใจแคบๆของคนงาน
ที่พยายามเอาทีวีไปเปลี่ยน
ก็เป็นได้…
มาอ่านเรื่อง………….. และคอมเม้นท์ ^^”
การจีบและพูดคุยหยอกล้อ ระหว่างชายหญิง เป็นเรื่องต้องห้ามทางวัฒนธรรม
^
^
^
แล้วเรื่องวิ่งข้ามเขาสามร้อยลูกล่ะ !?!?!!?
ถามความรู้อีกอย่าง ถ้าหญิงอินเดีย แต่งกับคนต่างชาติก็ต้องจ่ายdowryด้วยหรือไม่
เรียนคุณโย
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อกับ Maslow’s Theory ครับ
แต่ก็ยอมรับครับว่าแม้ไม่เชื่อ แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตก็นั่งท่องเอาเป็นเอาตายก่อนเข้าห้องสอบเหมือนกันครับ
การที่คนเรานั่งท่องทฤษฎีของมาสโลเพื่อเตรียมสอบนั้นคุณถือว่าเป็นความต้องการระดับชั้นไหนของปีระมิดครับ
ยกตัวอย่างนะครับ
ถ้านายโบ๊ตนั่งท่องหนังสือเพื่อให้ไม่สอบตก (Safety Needs?)
นายโบ๊ตนั่งท่องหนังสือเพื่อให้แฟนลอกข้อสอบ
หรือนายโบ๊ตนั่งท่องหนังสือเพื่อที่จะเอา Maslow’s Theory มาเขียนลงเวิป (Love/Belonging/Social Needs?)
นายโบ๊ตนั่งท่องหนังสือเพื่อที่จะได้คะแนนสอบดีดี ได้เกียรตินิยม (Esteem Needs?)
ส่วนเรื่องสามล้อซื้อหวยก็เหมือนกัน คุณคิดว่าจริงๆแล้วคนที่อยากรวยนั้นเค้าต้องการเป็นที่ยอมรับจริงๆเหรอครับ (esteemed need) บางทีเค้าซื้อหวยเพราะหวังแค่ว่า ถูกเลขท้ายสามตัวสักงวด เดือนนี้ก็จะไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ เหมือนก่อน (Safety Need)
พฤติกรรมเดียวกันแท้ๆ ความต้องการกลับต่าง และ สามารถถูกอธิบายได้ในทุกขั้นปิระมิด
ผมอยากไปยุโรป แต่แปลกนะครับที่ไม่มีปิระมิดขั้นไหนอธิบายความอยากของผมได้ครับ
เพราะผมอยากไปด้วยเหตุผลง่ายๆๆว่า ผมอยากเห็นหิมะครับ
ผมไม่เชื่อในทฤษฎีของมาสโล (Maslow’s Theory) ครับ
ผมไม่คิดว่าความต้องการของคนเราจะน่าเบื่อและเป็นเส้นตรง (ความต้องการของมนุษย์ที่อยากจะถูกสนองตามลำดับขั้น) อย่างในทฤษฎีครับ
ผมเชื่อแต่ Masmelo’s Theory (ทฤษฎีของมาสเมโล่) ครับ
ทฤษฎีที่ว่าด้วย สิ่งที่เห็นข้างนอกขาวๆๆ นั้นแท้จริงแล้วไส้ในกลับเป็นสีอื่นครับ
ผมคิดว่าความต้องการของคนเราไม่สามารถอธิบายได้ตามเส้นตรงและลำดับขั้นครับ
ขนมมาสเมโล่ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้ว ที่เห็นว่าขาวๆๆ ข้างในกลับดำปิ้ดปี๋
ตอบคุณรุ้งครับ
ที่เคยได้อ่านมานะครับ การข้ามเขาสามร้อยลูกในหนังนั้น เคยมีคนวิเคราะห์ไว้ว่า นั้นเป็น symbolic ที่หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ครับ
แต่โดยส่วนตัวแล้ว
ผมคิดว่าการข้ามเขาสามร้อยลูกในหนังนั้น น่าจะเป็นการพาผู้ชม escape หรือหนีไปจากสิ่งที่เป็นอยู่ (กรอบของวัฒนธรรมที่โอบล้อม) ครับ
ประเด็นที่น่าจะเป็นเหตุผลให้คำพูดของผมพอฟังขึ้นอยู่บ้างคือ
การวิ่งบนเขาครับ
ทำไมต้องวิ่งบนเขาครับ
วิ่งบนถนน บนสะพานลอย บนพาราก้อน ก็ได้ดีนี่นา
การวิ่งหยอกล้อไล่ฟัดกัน (การทำบัดสีในสายตาของวัฒนธรรม) บนเขา นั้นคนเราสามารถทำอะไรได้โดยอิสระ โดยปราศจากการรับรู้ของครอบครัว และ สังคมนะครับ
ไม่เชื่อลองไปถามคุณโยสิครับ
ว่าทำไมต้องขับรถติดฟิล์มดำพาหนุ่มเข้าโรงแรมม่านรูด
สวัสดีอีกครั้งครับ ตุณโบ๊ท
จากกรณีที่คุณยกตัวอย่างมานั้น
ผมไม่เห็นว่าจะเกี่ยวข้อง กับการนิยาม
ของmaslow’s ซักเท่าไหร่
แต่มันคือการแปล และตีความด้วยการตั้ง
ความคิดแคบๆ แบบself center
หรืออีกนัยยะนึง คือการเอาคุณ
เป็นศูนย์กลางของจักรวาล
และหาเหตุผลข้างคูๆ มาปรับให้เข้ากับคุณเอง
รึเปล่า
เพราะจากคำนิยามของMaslow’s นั้น
need ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การสอบผ่าน
แต่หมายถึงปัจจัยสี่
ซึ่งแม้ว่าทษฎีของเขาอาจจะนำมาใช้จริงไมได่้ทั้งหมด
แต่สามรถนำมาแยกแยะ และแบ่งออกได้เป็นคร่าวๆครับ
เนื่องจากมนษย์นั้นต่างจากสัตว์
เรามีสังคม มีลำดับขั้นทางความคิด
อีกทั้งยังซับซ้อน จึงอยากขอให้คุณเข้าใจตรงนี้
เดี๋วมาต่อ
ขอขั้นบทบรรยายพิเศษเรื่อง Maslow’s Theory ของคุณโย
ด้วยเรื่องวัฒนธรรมอินเดียต่ออีกสักนิดครับ
อ่านข่าวเรื่อง Richard Gere กับ ดาราสาวของอินเดีย Shilpa Shetty (Big Brother)
ในงานวันเอดส์โลกกับเรื่องของการจูบในที่สาธารณะ (kiss in the public) ที่กลายเป็นประเด็นรุนแรงทางวัฒนธรรมได้ที่นี่ครับ
Shetty was an unknown before she went on to win Celebrity Big Brother after being ganged up on by the trio of female housemates.
She recently caused controversy again in India when Hindu nationalists took offence to Hollywood star Richard Gere openly planting kisses on her cheek at an aids awareness event.
http://www.urbanacitizen.com/main.asp?SectionID=21&SubSectionID=126&ArticleID=143734&TM=7765.788
http://thetrack.bostonherald.com/moreTrack/view.bg?articleid=197164
http://www.showbizspy.com/2007/04/28/richard-gere-not-amused-by-kiss-controversy/
หรือหาอ่านเพิ่มเติมโดยsearch คำว่า Richard Gere+Shilpa Shetty ครับ
แต่เค้าชอบตอนวิ่งไล่กัน มีร้องเพลงแล้วก็เต้นนะ
ดูๆไปมันก็เพลินดี อิอิ แสดงถึงความอดทนบวกกับพลัง
ศิลปินของพระเอกและนางเอกดี
เขียนหนังสือดีมากครับ
ดีนะ ที่เกิดเปนคนไทย .. ไม่งั้นคงขึ้นคาน !
เมื่อสมัยเด็กฉันไม่ค่อยชอบเรียนวิชาสังคม วิชาพละก็ไม่ค่อยชอบ เอ๊ะมันเกี่ยวไหมกับหน้านี้- -’ ยังไงก็ตามฉันคิดว่าการที่เราจะศึกษาทำความเข้าใจกับเรื่องใดๆก็ตามเราต้องศึกษาถึงความเป็นมากับสิ่งนั้นๆให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว…ใช่ไหม สำหรับฉันแล้วการที่จะพูดได้เต็มปากว่ารู้ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คงต้องลำบากน่าดู ฉันไม่ค่อยชอบเลยที่จะพูดในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง นั่นเพราะว่าฉันไม่แน่ใจว่ารู้จริง จึงไม่กล้าที่จะวิจารณ์ออกไปจึงได้แต่อ่านอยู่เงียบๆ มันไม่เหมือนกับที่เราพูดเรื่องของตัวเองเพราะเราไม่ต้องรับผิดชอบกับอะไรนอกจากตัวเอง เอ๊ะแล้วมันเกี่ยวมั๊ย…
สรุปฉันคิดว่า วัฒนธรรมใดๆก็แล้วแต่ถ้าเราอยากจะเข้าใจเห็นว่าคงต้องศึกษากันย้อนกลับถึงที่มาที่ไปเท่านั้น เพราะฉันคิดว่าทุกสิ่งๆมันมีที่มาที่ไปมีเหตุผลอยู่ในตัวของมันเองรวมถึงการกระทำของคนด้วย คนเรามักปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าเราสังเกตุคนๆนึงอย่างตั้งใจ จะเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกวัน แม้จะเป็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ
ส่วนเรื่องทฤษฎีนั้นฉันไม่ชอบที่จะเข้าใจเลย อาจเพราะด้วยปัญญาอันน้อยนิด ที่ไม่อยากจะคิดอะไรที่มันสลับซับซ้อนก็เป็นได้ แต่ฉันพยายามที่จะฝึกฝนในเรื่องพื้นฐาน ในการอ่านพูดและจดจำ
มีใครเคยสงสัยมั่งไหมว่าตอนเกิดมาสมองของเรามีความจุอยู่เท่าไร ศักยภาพในการจำของเรามีเท่าไร ฉันสงสัยว่าถ้าเรามีสิ่งที่ต้องจำเยอะมากแล้วสมองของเราจะสับสนบ้างไหม การนั่งสมาธิทำจิตใจให้ว่างเปล่า อาจจะเป็นการพักผ่อนสมองของเราได้บ้าง ฉันมีหลายอย่างที่อยากจะลบทิ้งไปจากสมองเพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ความจำไม่น่าจะมากเท่าไหร่ ก็พยายามด้วยการไม่มองไม่นึกไม่เห็นไม่จำและไม่พูดถึง แต่บางอย่างมันก็ฝังลึกจนยากที่จะลืม
very surprise how intelligent you are…555