“ ไอก้อยมันไปเรียนญี่ปุ่นแล้วว่ะ….สาดเอ๊ย…
อิดฉาแม่งว่ะกูก็อยากไป…. ”
ถูกต้อง…กูมาอยู่ที่ประเทศแห่งความเจริญรุ่งเรือง…
แฟชั่นแม่งฟรีสไตร์อิสระเหี้ยๆ…ทุกทุกคนborn to be free
เย่…..ต่อไปนี้กูจะชิ๊ว….กูจะชิวววววววว……..
นั่นคือความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เคยมา…
และกู…ก็เป็นหนึ่งในนั้น….สัดเอ๊ย……
ต่อไปนี้จะเป็นความเป็นจิงที่กูเจอมา….
เด็กและสตรีมีครรภ์ควรระวังเยาวชนอายุต่ำกว่า18
ควรมีผู้ปกครองให้คำปรึกษา….
ประเทศญี่ปุ่น….เย่….ทุกทุกคนบอร์นทูบีฟรี!!!!!!ฮิ้ววววว…..
ฟรีก็เหี้ยละ….ตอนนี้ใครแพล่มประโยคนี้ออกมา
กูกับเหล่าผองเพื่อน จะวิ่งไปกระทืบหน้าแม่งระบาย
ความเก็บกดซักสองทีแรงๆ….
กูมาอยู่ที่นี่ปีกะอีกต๋อยนึง….หลายต่อหลายครั้งที่กฎระเบียบ
ของคนชาติหุ่นยนต์บีบบังคับให้กูกับเพื่อน ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ…..
ป๊ากับแม่…ถ้าอ่านอยู่ก้อยขอโทษ…ก้อยไม่มีทางเลือก…ฮือออ…..
เวลาเที่ยงคืนกว่า…เพื่อนไต้หวันมากดออด…ได้เวลาแล้วสินะ
….เหี้ยเอ๊ย……เอาวะกูไม่มีทางเลือก….
กูและมันปั่นจักรยานขาสั่นออกมาในยามราตรี….
อากาศหนาวใช้ได้ประกอบกับอาการตื่นเต้น…
ทำให้กูกะเพื่อนกูยิ่งสั่นเข้าไปใหญ่….ใกล้ถึงที่หมายแล้วว่ะ
…..เฮ้ย….เอางัย…..เปลียนใจยังทันนะเว่ย…..
สัดเอ๊ยแต่กูไม่มีทางเลือกนี่หว่า…. ถ้าไม่ทำพวกกูจะแย่นะเว่ย….
ห่าเอ๊ย…. เวลาอันน้อยนิดบีบคั้นให้กูต้องตัดสินใจ…จังหวะนั้น
กูรู้สึกเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องตัดเส้นชะนวนระเบิด….
มันเป็นความรู้สึกที่เหี้ยจิงๆ……เอาวะไอ้เหี้ย!!!!
ถุงพลาสติกใบใหญ่ในมือกูถูกโยนไว้ที่หน้าร้านขายของ
ที่มีถุงขยะใบเล็กใบน้อยวางอยู่ก่อนบ้างแล้ว…..
แล้วทำไงต่อล่ะ…ปั่นดิเหี้ยเอ๊ย…..
กูรีบสับขาระวิงปั่นจักรยานออกจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด…
ก่อนที่จะมีใครมาเห็นกูกับเพื่อนร่างใหญ่ของกู…………
กลับมาถึงห้องด้วยอาการหอบแดก….จิบโค้กให้หายกระหาย….
แล้วกูก็มานั่งคิด….“ไอ้เหี้ยเอ๊ย…..กูแค่ออกไปทิ้งขยะ
ทำไมกูรู้สึกเหมือนกูไปส่งฝิ่น!!!” ใช่เว่ย….กูกะเพื่อนแค่ออกไปทิ้งขยะ…
เพราะกูไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหนเนื่องจากอพาร์ทเม้นกูไม่มีที่ให้ทิ้ง…..
เหี้ยเอ๊ย….แล้วกฎมณเทียลบาลที่นี่เขียนไว้ว่าต้องทิ้งขยะตามวันที่กำหนด….. ซึ่งกูก็ไม่รู้ว่าแค่ทิ้งขยะแค่นี้มึงต้องดูฤกษ์กันด้วยหรอวะ
ไอ้เยดเครก…. วันนี้ขึ้นสิบห้าค่ำ..พระจันเต็มดวงเอาเว่ย
ฤกษ์ดีออกไปเก็บขยะเว่ย!!!
พ่อมึงตายป่ะ….ที่ไทยแม่งทิ้งกันสนุกสนาน
จนจะกลายเป็นประเพณีอยู่ละ….เชี่ยเอ๊ย….
นี่เป็นแค่กฎระเบียบ..ไม่ใช่สิ…กฎหมายเล็กๆอันนึง
ที่กูไม่ชินขั้นรุนแรง…..
อีกเรื่องที่กูไม่ค่อยสบอารมณ์….ไม่ทราบว่า
ด้วยสภาพภูมิประเทศหรือเหี้ยอะไรดลบันดาลให้บ้านเรือนญี่ปุ่น สร้างกำแพงได้บางเฉียบขนาดนั้นจนผ้าอนามัยยี่ห้อนึง
ได้ไอเดียไปทำผ้าอนามัยบาง1มิลลิเมตร
ใส่แล้วรู้สึกสบายเหมือนไม่ได้ใส่….ถูกต้อง…
คอนเซ็ปเดียวกัน…..กำแพงบางเหมือนไม่มี…..
คะรวยเถิด…..จะตดจะเรอเหี้ยไรนี่แม่งได้ยินกันหมด….
“เมื่อกี๊…..เสียงใช้ได้เลย….รัวเชียวเป็นร็อคแอนด์โรวเลย
…..ท้องอืดใช่ม้า ….อ่ะ…นี่ยา….ของเค้าดีนะ…
เอาไปกินซะจะได้หาย” …….กูว่าอีกหน่อยคง
มีเหตุการณืนี้เกิดขึ้นอ่ะ……
เฮ้ย……อย่าพึ่งหาว่ากูเว่อร์…..กูพูดจิง
…..กูโดนด่ามาหลายรอบละ….ไม่ใช่กูตดนะเว่ย….
คือกูก็นะ…สังคมดีงัย….เพื่อนๆมาปาร์ตี้…แดกเหล้าเมามาย….
ถูกต้องแดกเหล้าต้องมาพร้อมเสียงหัวเราะเฮฮา..
.และไม่มีการอั้นแน่นอน….
เพราะพวกกูไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อยกันอยู่ละ….มาเลย…..
“เบาๆหน่อย….หนวกหู” ข้างห้องตะโกนด่ามาแบบเวอร์ชั่นฮาร์ดคอ
…..กูแม่งส่างเลย…ไอ้เหี้ยเอ๊ย…
กูรีบเรียกลิมิตกูกลับมาเลยเพราะเดี๋ยวกูจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน….
จังหวะนั้นกูรู้สึกผิดมาก….. ออกแนวเสแสร้งเป็นคนดี…
ก็เงียบปากและเลิกปาร์ตี้กันไป
แบบใส่เสื้อเอวลอยหลายสีรมบ่จอย ลิฟกับออยเดินแยกย้ายกันไป…..
ครั้งแรกเว่ย…กูโดนด่า…โอ้วววววโน่ววววว……
กูเขียนจดหมายไปขอโทดเค้าเลยนะเว่ย…. ว่าเออกูขอโทดกูยังไม่ชินกับสังคมอนามัยของญี่ปุ่น
ที่กินนมเข้านอนกันตั้งกะสองทุ่ม…. กูเลยเสียงดังไปหน่อยถ้ามีไรที่กูเกินเลยไปก็บอกก็เตือนด้วย
…เห็นมั้ยมึง…..กูสุภาพสุดๆ…… อาทิตย์ถัดมา
“หนวกหูเว่ย” คราวนี้มาแบบแบล็คเมทท่อล……เยสแม่นี่
….ปาร์ตี้กูก็ไม่มี…. กูแค่ชิวๆกับพี่กูแดกเบียขำๆจะเสียงดังอะไรขนาดนั้น….. อันนี้มึงหูดีเกินไปละสัด…ไม่ใช่ความผิดกูละไอ้เหี้ย…
เห็นหงอหน่อยเอาใหญ่เลยไอ้เหี้ยแก่นี่…..
หลังจากวันนั้นกูก็เรียกแม่งว่าลุงป้าหน้าส้นตีน….
กูไม่รู้ว่าหน้าตาเค้ามีง่ามนิ้วหรืออะไรรึป่าวแต่กูรู้สึกว่า
สันดานแบบนั้นเหมาะสมกับชื่อนี้ที่สุด…..
แล้วขอโทดพวกมึงเคยออกจากบ้านกันมั่งหรือไม่…..
กูเห็นมึงอยู่บ้านกันตลอด….กูอยากเห็นหน้าตาลูกหลานมึงจิงๆ
…..สัดเอ๊ย…. หรือมึงวันวันไม่ทำเหี้ยไร
คอยนั่งฟังกูอย่างเดียวเลยป่ะเนี่ย…..ไอ้ห่าเอ๊ย…..
กูเริ่มเดือดๆๆๆๆๆ……. รู้สึกว่ากูถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจนกูพยายาม
หาอุปกรณ์เหี้ยไรมากมายที่จะสามารถทำให้กูเป็นห้องเก็บเสียง…..
หาหาไป…แม่ง….แพงนะเว่ย….ทำไมต้องเป็นกูวะ…
ให้ไอ้เหี้ยแก่นั่นหาเดะวะ….เออออออออออ……..
แล้วกูก็ตาสว่างค้นพบสัจธรรมว่าเมิงจะด่าก็เรื่องของมึง….
ด่าได้ด่าไปไอ้สัด…. อาจมีถึงขั้นโทรเรียกตำรวจ
เพราะกูเคยโดนไอ้เหี้ยลุงแก่คนนึง จะโทรเรียกตำรวจมาจับ
กูข้อหาเสียงดังหน้าเซเว่น…พ่อมึงตายเหอะ
(แก่หัวโล้นขนาดนั้นกูก็ว่าพ่อมันก็คงตายไปแล้วล่ะ)…
ที่นี่เป็นแบบนี้เว่ย…..เอะอะเรียกตำรวจ….
เรียกตำรวจเรียกตำรวจ……..กรี๊ดๆๆๆๆกลัวที่สุดเลยคุณตำรวจ….. คะรวยเถอะคับ…..เมิงเรียกมาเลย….ในโรงพักมีกี่คนมึงเกณฑ์
มาเลยนะ…. ภารรงภารโรงเหี้ยไรเอามาให้หมด
กูชอบคนในเครื่องแบบ….
กูไม่ได้ฆ่าใครซะหน่อยอีเหี้ย…..
“ก้อยแม่งติดคุกตลอดชีวิตข้อหาเสียงดังหน้าเซเว่นว่ะ”
….กูว่าเหตุการณ์นี้คงไม่มีแน่นอน….ที่นี่มึงจะทำเหี้ยไร
ก็ดูเสียงดังไปหมด… จิงๆไม่ใช่เพราะมึงเสียงดังหรอก
….แต่เป็นเพราะข้างนอก
มันเงียบตะหาก….. แม่งเงียบจิง……
เหี้ยเอ๊ยกูนึกว่าตี3…จิงๆแค่2ทุ่ม….ห่าเอ๊ย….
มันเลยทำให้มึงกลายเป็นคนเสียงดังไปโดยปริยาย…..
ด้วยระบบการดำรงชีวิตแบบนี้
ทำให้กูเริ่มรู้สึกแย่กับประเทศบอร์นทูบีฟรีของกู….
ทำให้กูเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองอะไรหลายๆอย่างในชีวิต
…..อาทิเช่น….
เมื่อก่อนเห็นเด็กญี่ปุ่นปั่นจักรยานสามล้อแก้มแดงน่ารัก……
.อู้ยยยย…เด็กญี่ปุ่นน่ารักแก้มแดง….ฮิ้วๆๆ…..ถ่ายรูปๆ
เด๋วนี้…..เด็กวัยเท่าคนเดิมเลยนั่งแก้มแดงปั่นจักรยาน………
สัดเอ๊ยเมิงรีบๆปั่นเลยนะ…. ตอนนี้เมิงยังเด็กมึงยังมีโอกาสปั่น….
เป็นไปได้มึงปั่นไปให้ถึงฮอกไกโดเลยจะดีมาก….
เด๋วมึงโตมึงก็ไม่ได้ปั่นเล่นหน้าชิวแบบนี้แล้ว…
มึงดูหน้าพ่อแม่มึงดิ…..หน้าหงิกเป็นส้นตีน
นั่งรอมึงปั่นอยู่โน่นน่ะ….
เด๋วอีกหน่อยมึงก็โตมาใช้ชีวิตเป็นหุ่นยนต์
เหมือนไอ้หน้าส้นตีนตรงนั้นอ่ะ…..
…..เฮ้อ……กูสงสารมึงว่ะ…..นี่คือมุมมอง
ในตอนนี้ที่กูมีต่อเด็กญี่ปุ่น…..
วันนี้เอาแค่นี้ก่อนละกันชิวๆ……มีอีกเพรียบ
…..ว่างๆส่งโปสการ์ดมาได้นะ….เพราะกูนั่งดูตู้จดหมายว่างๆ
ของกูทุกวัน จนเพื่อนหอเดียวกันสมเภชแทบจะส่งมาให้กูเอง…..
![]()
สมเภชก้อยเขียนโปสการ์ดหาก้อยสิครับ……
แต่เด๋วก่อนถ้าคุณส่งภายในสิบนาทีนี้ ฟรีทันทีลายเซ็นลุงป้าหน้าตีน….
ระวังของลอกเลียนแบบลุงป้าของแท้ต้องไม่ออกไปข้างนอก
Thanisara
Ekkushido KG(206)
1 Kamikengyocho, Tanaka, Sakyoku
Kyoto, Japan 606-8215
![]()
กำลังเขียนไปหาเน้อออ ก้อยเอ๊ย
ฝากสวัสดีขำกลิ้งลุงกับป้าด้วย
ดีใจที่ก้อยอุตสาห์อัพ
เหอๆๆ แล้วเจอกันซาร่า
อ่า…. ญี่ปุ่น
มีได้ก็มีเสีย
ระเบียบ แลกมาด้วยความตึงเครียด
ขาดระเบียบ ได้มาด้วยซึ่งความเฮฮา
สู้ต่อไป โอ๊ทสสส!!
ฮามากมาย.. ชอบๆ
ได้เห็นอีกมุมนึงของญี่ปุ่น
ยังไงก้สู้ต่อไปนะค่ะ สู้ๆๆ^^
อย่าน้อยใจไปที่รู้สึกแปลกแยก และ ถูกสังคมญี่ปุ่นกดรัด
ไม่ใช่ก้อยคนเดียวสักหน่อยที่เข็ดขยาดเพราะถูกกฏ “ระเบียบรัด”
คนไทยที่ born to be free ทุกคนที่นี่ก็ประสบเหตุการณ์แย่ๆๆกับคุณป้าหน้าส้นตีนที่ชื่อ ระเบียบรัตน์ คนนั้นเหมือนกัน
ไม่เชื่อลองไปถาม ทาทายัง หรือ เกิร์ลลี่เบอรี่ ดูก็ได้
(ต่ออีกนิดนะ)
หรือว่าบางทีวัฒนธรรมคาราโอเกะ ก็ถูกคิดค้นโดย
คนเช่าห้องก่อนหน้าก้อยที่ถูกคุณป้าหน้าส้นตีนขู่ฆ่ามาก่อน
…………………
(ผมเมนท์เเล้วนะครับข้างบน เเต่สงสัยโดนเซนเซอร์ HAHA)
(เอาใหม่)
พยายามเข้านะคร้าบบบ
(ฟังดูเป็นญี่ปุ่นดีมั้ย? ติดตามอ่านอยู่เรื่อยๆครับ)
เคยอ่านเจอมาว่า ที่ประเทศญี่ปุ่น
มีคนเป็นโรค
ฮิคิโมโคริ สะกดอย่างนี้มั๊ง
หรือโรคกลัวสังคมภายนอก
บางที ลุงป้าสองคนนี่ อาจจะเป็นต้นกำเนิด
หรือยุคบุกเบิกรุ่นแรก
ยังไงก็ ช่วยทำบทสัมภาษณืให้หน่อยนะ
ขอมาเม้นด้วยคนนะคะ ฮามากมายอ่ะ ที่เค้าบอกกันว่าคนญี่ปุ่นเกบกด เหนจะจิง เหอๆ
ก้อย..เราเป็นเพื่อนโยนะ แต่อ่านที่เขียนมาอ่านแล้วเข้าใจ
เลย
หรือว่าก้อย ร่าเริงเกินไป…
อ่านแล้วฮามาก…เขียนต่อนะ จะได้รู้วไ ก่อนที่จะไปบ้าง
กูล่ะสงสารมึงเจงๆ แต่มึงอยู่เมืองไทยมึงก้อโวยวายอยู่แล้วไม่ใช่หรอ ไปนู้นกำแพงแม่งเหมือนกระดาษ เวลาสร้างบ้านมันใช้พวกของบางๆเพื่อที่จะให้คนติดนิสัย
ทำไรต้องทำเบาๆ เดินแม่งเบาๆ คุยแม่งเบาๆ ไม่งั้นกำแพงแม่งพัง ซื้อเต๊นซักหลัง แล้วก็นั่งแดกแม่งในนั้นเลยดิ หาผ้ามาคลุมแม่งหนาๆ
ถ้าแม่งยังดังอีก มึงก็เลิกแดกไปเลย ไม่น่ากลับไทยทีไรแม่งเมาทุกวัน เก็บกดนี่หว่า มึงอ่ะ
หึหึ ลองเคาะห้องลุงป้าดูบ้างนะคับ ว่ายังอยู่ดีมีสุขหรือเปล่า
อ่านแล้วขำดี
แล้วจะมาอ่านบ่อยๆๆ
อ่านแล้วเข้าใจอารมณ์คนเขียนเรยหงะ
คงจะเครียดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่เขียนออกมาแล้วตลกดีนะ
สู้ๆละกัน มาเล่าระบายความกดดันในนี้ละกันนะ
จะตามอ่านจ้า
บล็อคนี้ ขำอนาถ จริงๆ
บางทีการที่เราไปอยู่ต่างถิ่นก็ต้องปรับตัวบ้างเพราะเราเป็นคนที่เข้าไปเองเค้าไม่ได้เชิญไปหรือบังคับให้เราเข้าประเทศเค้าไป
เหมือนสุภาษิตที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามไง
แต่ลุงแกก็ฮาร์ดคอร์ไปหน่อยนะมีอะไรก็น่าจะมีพูดกันดีๆเล่นตะโกนด่าแบบนี้ ไม่รักษาน้ำใจเลย คนเราจะอยู่ร่วมกันมันต้องรู้จักนึกถึงใจเขาใจเรา จึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ สาธุ สันติภาพจงเจริญ